first talk ^^

สวัสดีครับก่อนอื่นต้องขอฝากเนื้อฝากตัวต่อทุกๆคนด้วยนะครับ แหะๆตาม concept ของ blog นี้คือ
เป็นเเหล่งหรือพื้นที่ รวบรวม ข้อเขียน ,บทความ ,บทวิจารณ์ ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ สังคมศาสตร์
โดยเฉพาะทางด้าน รัฐศาสตร์

อัพเดตรอบใหม่เเล้วนะครับ
ต้องขอโทษที่ปล่อยร้างไว้นานมากๆ
เนื่องจาก ภารกิจ รัดตัวอย่างมากก

ถ้า สนใจที่จะเผยเเพร่ บทความของตนเอง หรือ เเนะนำบทความต่างๆ


สามารถ ส่งเข้าที่เมล์mailto:ส่งเข้าที่เมล์kornorpolsci@hotmail.com นะครับ
สัญญาว่าจะรีบอัพลงให้เร็วที่สุดเลยครับ ^^


เรารอทุกๆคนอยู่น้า

ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: รัฐศาสตร์ ปรัชญาการเมือง และประชาธิปไตย

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อันตรายของ "ประชาธิปไตยไร้เสรี" ในมุมมองของ Fareed Zakaria (ตอนที่1)

เครดิตจาก http://www.onopen.com/node/3510 คับ by สฤณี อาชวานันทกุล






ในบรรดานักคิดผู้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในมุมมองต่างๆ ถ้า Jared Diamond เปรียบเสมือนนักวิ่งผลัดแรก ผู้ส่องไฟให้เราเห็นปัจจัยสำคัญที่อยู่ใต้แบบแผนของประวัติศาสตร์มนุษย์ในระดับกว้างที่สุด คือระหว่างทวีปต่างๆ แล้ว Fareed Zakaria บรรณาธิการ Newsweek ชาวอินเดีย หนึ่งในนักคิดนักเขียนด้านการเมืองที่เฉียบคมที่สุดในโลกขณะนี้ ก็อาจเปรียบเสมือนไม้ผลัดที่สอง ที่จะส่องไฟในระดับแคบลง ให้เรามองเห็นสถานการณ์ของสังคมการเมืองมนุษย์ ได้อย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น




ในหนังสือชื่อ "The Future of Freedom" Zakaria ชี้ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่เป็นระบอบที่ "ดี" ในตัวของมันเอง หากเป็นระบอบที่ต้องใช้ควบคู่ไปกับระบอบเสรีนิยมใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional liberalism) เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ที่แท้จริงต่อสังคม ประชาธิปไตยเสรี (liberal democracy) คือ ประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และมีกลไกต่างๆ ที่จำกัดอำนาจรัฐอย่างได้ผล เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเหล่านั้น




พูดง่ายๆ ก็คือ ให้อำนาจต่อประชาชนในการไปลงคะแนนเลือกผู้แทนเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีระบอบรัฐธรรมนูญ และกลไกการคานและถ่วงดุลอำนาจรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นที่มีประสิทธิภาพและเป็นอิสระจากการเมืองด้วย จึงจะสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ จริงๆ แล้ว การแยกแยะเสรีนิยม (liberalism) ออกมาจากประชาธิปไตย (democracy) นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความหลักแหลมของ Zakaria อยู่ตรงที่เขาสามารถเอาแนวคิดนี้มาปรับใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์โลกปัจจุบันได้อย่างทันเวลาและมีประโยชน์


ในหนังสือ Zakaria ยังชี้ว่าการเมืองอเมริกา ปัจจุบันประสบปัญหาจากการเป็น "ประชาธิปไตยมากเกินไป" คือนักการเมืองปัจจุบันต้องรับฟังเสียงจากกลุ่มผลประโยชน์ (interest groups) มากมายเป็นพันเป็นหมื่น ซึ่งความต้องการเหล่านี้มักขัดแย้งกัน ทำให้นักการเมืองมักตกอยู่ในภาวะรักพี่เสียดายน้อง ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ปัญหานี้เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสาขา public choice เห็นว่า เป็นหนึ่งในปัญหาหลักของการเมือง) และเรียกร้องให้อเมริกาแก้ไขปัญหาของตัวเอง ก่อนที่จะมากดดันชาวบ้านรอบโลกให้ทำตามโมเดลของตน ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นโมเดล "สมบูรณ์แบบ" ที่จะใช้แก้ปัญหาได้ทั่วโลก เพราะแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรม ระดับการพัฒนา และสภาพสังคมที่แตกต่างกัน
ตอนนี้สงครามในอิรักทำท่าว่าจะไม่จบลงง่ายๆ (ยอดทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามนี้ พุ่งสูงกว่ายอดในสงครามเวียดนามไปเรียบร้อยหลายเดือนแล้ว) และรัฐบาลอิรักที่มาจากการเลือกตั้งก็ดูเหมือนจะจัดการอะไรไม่ได้เลย เหตุการณ์นี้ทำให้แนวคิดของ Zakaria ที่ว่าประชาธิปไตยอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ดูจะเป็นข้อสังเกตที่ใช้กับโลกเราได้มากขึ้นเรื่อยๆ








เมื่อหันมาดูประเทศไทย แม้ว่าตอนนี้เราจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีผู้ไปใช้สิทธิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ (ซึ่งในนิยามของประชาธิปไตยก็อาจแปลว่า เราเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น) เสรีภาพของภาคประชาชน (รวมถึงสื่อต่างๆ) โดยเฉพาะเสรีภาพในการตีแผ่ความจริงและวิพากษ์การกระทำของรัฐบาล กลับถูกลิดรอนไปเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย ตอนนี้ชาวมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับพวกผู้ก่อการร้าย ก็กำลังถูกลิดรอนเสรีภาพในการเลือกรูปแบบการศึกษา การประกอบอาชีพ (เช่น ถ้าคุณเป็นชาวสวนยางที่ต้องไปกรีดยางตอนตีสี่ แล้วทหารห้ามไปกรีดเพราะมัน "อันตราย" ก็เท่ากับบังคับให้คุณไปหางานใหม่ทำ) และแม้กระทั่งการลี้ภัยทางการเมือง






เหตุนี้จึงดูเหมือนว่า ประเทศเรากำลังเดินทางเข้าสู่ภาวะ "ประชาธิปไตยไร้เสรี" ตามนิยามของ Zakaria ไปเสียแล้ว ถึงเวลาหรือยังที่นักการเมืองในบ้านเราจะหันมาสำเหนียกในคำเตือนของ Zakaria ว่า: "ประชาธิปไตยที่ปราศจากเสรีนิยมใต้รัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่ไม่ดีพอเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายใหญ่หลวง เพราะนำมาซึ่งการลิดรอนเสรีภาพ การใช้อำนาจในทางที่ผิด ความแตกแยกระหว่างเชื้อชาติ และแม้แต่สงคราม"
Zakaria เขียนบทความเรื่องหนึ่งชื่อ The Rise of Illiberal Democracy (ปรากฏการณ์ประชาธิปไตยไร้เสรี) ก่อนที่จะเขียนหนังสือ Future of Freedom และก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรม 9/11 ถึง 4 ปี แต่ยังไม่เก่าหรือล้าสมัยเลย:



บทวิเคราะห์ Earth Democracy - เพราะ"ประชาชน"เปลี่ยนเเปลงบ่อย

Earth Democracy ของ Vadana Shiva แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของลัทธิเสรีนิยมใหม่ต่อรัฐประชาชาติ เนื่องจาก ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่เน้นกลไกตลาดและเปิดเสรีทางการค้า โดยพยายามทำให้ทุกสิ่งกลายเป็นสินค้ามากขึ้น ดังนั้นกลุ่มทุนข้ามชาติ หรือ องค์กรระหว่างประเทศจึงมักกลายเป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่รู้จบ น้ำ, เมล็ดพืช, ธัญหาร, ผลผลิตการเกษตร ต่างๆจึงถูกนำมาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศตนเองมากขึ้นโดยไม่สนใจต่อผลกระทบจากการกระทำเหล่านั้น

การทำให้เป็น Earth Democracy นั้นมันเป็นไปได้ค่อนข้างยาก “การก้าวข้ามความเป็นมนุษย์” ตามแบบของ Shiva นั้นหมายถึงมนุษย์เราต้องก้าวข้ามความเห็นแก่ตัวและสัญชตญานในการบริโภคที่มีอยู่แต่เดิมไป ในขณะที่กลุ่มทุนต่างๆในโลกยังมีพลังและอำนาจในการดำเนินกิจกรรมต่างๆอยู่; วาทกรรมที่เสรีนิยมใหม่สร้างกลับหยั่งรากลึกลงไปมากแล้วในชีวิจประจำวันของคนส่วนใหญ่ การพัฒนาไปสู่ Earth Democracy จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยที่จะรื้อฟื้นหรือสร้าง “มนุษย์ผู้ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม”

Earth Democracy เป็นการผนวกรวมกันของ ประชาธิปไตยแบบตัวแทนกับประชาธิปไตยทางตรงซึ่งขึ้นมาแทนที่การผูกขาดทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาคือการคงอยู่ร่วมกันของทั้งสองอย่างนี้จะสนับสนุนเกื้อกูลหรือบั่นทอนกันและกันมากแค่ไหน

ประชาธิปไตยทางตรงที่ให้ประชาชนมีสิทธิ์ต่างๆในการกำหนดสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันมากขึ้นนั้นแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมคลายของระบบตัวแทนเนื่องจากระบบตัวแทนเริ่มไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องบางอย่างแทนประชาชนได้ ดังนั้นประชาชนจึงต้องตัดสินใจเอง ; ระบบตัวแทนจึงหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่ตัวแทนทำได้กลับมีแนวโน้มลดลงไป ทำให้ระบบตัวแทนผกผันกับระบบประชาธิปไตยทางตรง ดังนั้นการทำให้เกิดความสมดุลระหว่างระบบตัวแทนกับระบบประชาธิปไตยทางตรงจึงเป็นสิ่งที่ Earth Democracy ต้องคำนึงถึง การให้น้ำหนักกับระบบตัวแทนหรือประชาธิปไตยทางตรงด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปอาจจะทำให้อีกด้านหนึ่งถูกลดทอนความสำคัญลงไปจนกลายเป็นอันตรายต่อตัวระบอบประชาธิปไตยเอง เพราะการดำรงอยู่ของอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพังอาจไม่เพียงพอต่อโลกยุคหลังสงครามเย็น อีกต่อไป

อีกทั้ง Earth Democracy ยังตั้งอยู่บนการมอง "ประชาชน" ในเเง่ที่ดีเกินไป การมอบอำนาจในการตัดสินใจให้อยู่ในมือประชาชน มันไม่ได้มีหลักประกันว่า ประชาชน จะใช้อำนาจเหล่านั้นไปในทางที่ดีเสมอไป การให้ชุมชนมีอำนาจการตัดสินใจในสิ่งต่างๆมากเกินไปอาจเกิดการเอารัดเอาเปรียบระหว่างชุมชนด้วยกันเองจนกลายเป็นความขัดเเย้งหรือเเม้กระทั่งความรุนเเรงได้

ลองนึกภาพถึง ชุมชนหลายๆชุมชนที่ต้องการทรัพยากรน้ำที่เดียวกันมาเป็นของตน

"การก้าวข้ามความเป็นมนุษย์" ในเเบบของ Shiva เเละ "วาทกรรม Earth Democracy" จึงไม่ได้รับประกันว่าในสถานการณ์จำเป็น หรือในสถานการณ์ที่วิกฤต มนุษย์ หรือ ประชาชน จะไม่ใช้ สัญชาตญาณดั้งเดิมของตน...

หรือถ้าพูดในภาษาของ หลังสมัยใหม่ "เพราะ ประชาชน เป็นสิ่งไม่เเน่นอน เปลี่ยนเเปลงอยู่ตลอดเวลา ยากที่จะหาจุดร่วมหรือ คำนิยามที่เป็นสากลได้"

Vandana Shiva : Earth Democracy "ประชาธิปไตยที่มีมากกว่าจิตวิญญาณ"

Vandana Shiva เป็นนักฟิสิกส์ชาวอินเดียอีกทั้งยังเป็นนักนิเวศวิทยาและนักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เธอเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ชื่อ Research Foundation for Science, Technology and Ecology (RFSTE) รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้นำในองค์กรที่วิเคราะห์และวิพากษ์ผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจในชื่อ International Forum on Globalization



Vandana Shiva มีบทบาทในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเกี่ยวกับสิทธิสตรีและสันติวิธีในอินเดียที่ชื่อ Chipko ในทศวรรษที่1970 จากที่กล่าวมาShiva จึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสตรีนิยมและการอนุรักษ์ใส่ใจธรรมชาติท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และเสรีนิยมใหม่



แนวคิด Earth Democracy เชื่อว่า ประชาธิปไตยในปัจจุบันนั้นกลวงเปล่าเพราะเกิดจากการผนวกกันระหว่าง ประชาชาธิปไตยแบบตัวแทน และ เผด็จการทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ มีการผูกขาดทางเศรษฐกิจจากกลุ่มทุน, องค์กรระหว่างประเทศและบริษัทข้ามชาติ เช่น World Bank, IMF หรือ NAFTA โดยที่ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนไม่อาจจะเข้าไปบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติต่างๆได้เพราะอำนาจเหล่านั้นมันถูกสงวนไว้ให้กับคนส่วนน้อยในกลุ่มทุนข้ามชาติเหล่านั้นเท่านั้น



ประชาชนจึงพะวงอยู่กับว่าใครจะมาเป็นผู้แทนของตน, พรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล, การเลือกตั้งสุจริตยุติธรรมอย่างไร ทำให้พวกเขาลืมไปว่าผู้แทนนั้นไม่มีอำนาจในการตัดสินใจแทนเรื่องที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันและทรัพยากรที่พวกเขาต้องบริโภคจึงแสดงถึงฐานความเชื่อที่คิดว่าความเสื่อมของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ไม่สามารถทัดทานพลังอำนาจจากกลุ่มทุนโลกได้



ดังนั้น Earth Democracy (สำหรับ Shiva เอง)จึงเป็นทางเลือกหนึ่งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเพราะ Earth Democracy จะสนใจต่อโลกและธรรมชาติมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยที่ประชาธิปไตยจะครอบคลุมเรื่องธรรมชาติมากกว่าจะเป็นแต่เรื่องของมนุษย์อย่างเดียว และ ลงลึกประชาธิปไตยมากกว่าแค่การเลือกตั้งเท่านั้นแต่หยั่งรากลงไปถึงการใช้สิทธิและอำนาจทางตรงของประชาชนในการตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราโดยตรง เช่นการโหวตกฏหมายที่เกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร หรือ การโหวตเรื่องสินค้าหรือบริการที่ก่อให้เกิดมลพิษ เป็นต้น



ตามความคิดของ Shiva มนุษย์จึงต้องก้าวข้ามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยสนใจต่อ “สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มากขึ้น” และ เพิ่มอำนาจตัดสินใจของพลเมืองโลกในการกำหนดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่นเรื่องอาหาร, น้ำ หรือ การบริโภคต่างๆโดยที่ไม่ใช่แค่มีอำนาจตัดสินใจแต่เรื่องการเลือก “ผู้แทน” อย่างเดียว

การเมืองเรื่องสี: “สี” ในฐานะเครื่องมือในการปฏิบัติการทางการเมืองผ่านมวลชน (ตอนที่2)


การบรรลุความสำเร็จในปฏิบัติการในการสร้างสัญลักษณ์ให้แก่ “สินค้า” ชุดความคิดทางการเมืองนี้ถูกวัดกันด้วยการที่ผู้คนในสังคมเพียงมองเห็นสัญลักษณ์นั้นๆแล้ว ก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่าผู้ที่ใช้/ถือสัญลักษณ์เหล่านี้อยู่ภายใต้ชุดความคิดอะไร ประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่สำคัญที่สุดในการรับรู้สัญลักษณ์ก็คือการมองเห็น และสัญลักษณ์ที่เมื่อได้มองเห็นแล้วจะรู้สึกถึงนัยยะข้างในได้อย่างกระชับสั้นและสะดวกที่สุดก็คือ “สี” สีคือสิ่งที่สามารถเห็นและสื่อได้ชัดเจนที่สุด ไม่จำเป็นต้องร่างเป็นภาพ เพียงแค่ปรากฏอยู่บนพื้นโล่งๆเป็นสี/ชุดสีก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นสัญลักษณ์ให้แก่ชุดความคิดหนึ่งๆได้ การรับรู้ก็เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวด้วยวาจาใดๆ มันคือการสื่อสารต่อสังคมที่เรียบง่าย แต่มีพลัง





ความสำคัญของสีในเชิงสัญลักษณ์มีมากกว่าการสร้างความรับรู้ถึงชุดความคิดทางการเมืองที่ผู้ใช้/ถือสีนั้นๆสังกัดอยู่ เพียงการสร้างความรับรู้สู่สังคมให้เข้าใจวย่าสี/ชุดสีใดเป็นสัญลักษณ์ของสังกัดความคิดทางการเมืองของตน ย่อมจะไม่เพียงพอต่อการนำปฏิบัติการทางการเมืองของตนไปสู่การบรรลุผลได้ เหมือนกับการกล่าว “ประโยคบอกเล่า” ธรรมดาๆ แต่ประโยคบอกเล่าธรรมดาๆนั้นก็อาจกลายเป็น “ประโยคคำสั่ง” ได้ก็ด้วยการนำมวลชนเข้ามารวมกันเพื่อแสดงจุดยืนและสังกัด ซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้สีได้แสดงออกถึงบทบาททางการเมืองที่สำคัญที่สุดของมัน นั่นคือการใช้ปฏิบัติการมวลชนเป็นพลังในการสื่อแสดงออกต่อสังคมและฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย สีสามารถถูกใช้ในฐานะของการบ่งบอกถึงสังกัดและวัดกำลังของชุดความคิดที่กำลังทำหน้าที่ปฏิบัติการทางการเมืองอยู่ เมื่อสังคมอยู่ในยามที่จำเป็นต้องวัดกำลังกันอย่างจริงจัง การแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ก็กลายมาเป็นการรุกรบและข่มขวัญศัตรูกันได้




เมื่อสมาชิกในสังคมจำนวนหนึ่งได้เลือกที่จะสังกัดชุดความคิดทางการเมืองหนึ่งใด พวกเขาก็จะแสดงออกโดยสีและสัญลักษณ์เหล่านี้ เมื่อเกิดการระดมกำลังมวลชนกันขึ้นเพื่อทำการชี้ขาดรุกรบ หรือเมื่อการปฏิบัติการทางการเมืองในการเมืองสมัยใหม่ที่วัดกันโดยกำลังมวลชนเป็นสำคัญได้เกิดขึ้น การระดมคนในสังคมให้ออกมาใช้สีที่ความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของตนสังกัดอยู่โดยพร้อมเพรียงกัน และทำการเข้ารุกรบสื่อสารต่อสังคมและฝ่ายตรงข้ามว่าตนต้องการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง และการที่มีกำลังมวลชนจำนวนมหาศาลที่สื่อสารออกมาโดยพร้อมเพรียงกันผ่านสีนั้น เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่ง




แต่สีที่ถูกใช้ย่อมมีความแตกต่างกันในทางการรับรู้ของสังคมแต่ละสังคมที่ต่างกันไป หรือแม้แต่ในสังคมเดียวกัน สีที่ใช้อาจจะมีความซ้ำซ้อนกันในเชิงความหมายและชุดความคิดทางการเมือง ในแต่ละยุคสมัย สี/ชุดสีหนึ่งๆอาจจะมีความหมายที่แตกต่างกันไป หรือแม้แต่ภายใต้บริบทและช่วงเวลาเดียวกัน การตีความความหมายของสีในแต่ละบุคคลแม้กระทั่งในฝ่ายเดียวกันก็อาจจะมีความแตกต่างกันในบางแง่มุมหรือหลายแง่มุมด้วยซ้ำไป มันจะมีพลังก็ต่อเมื่อความรับรู้ของสังคมต่อความหมายหรือสัญญะของสีนั้นๆในบริบทหนึ่งๆเป็นที่รับรู้ในทางเดียวกันทั่วทั้งสังคม อย่างน้อยก็ในฝ่ายเดียวกัน



สีเมื่ออยู่ของมันเฉยๆย่อมให้เพียงความรู้สึกทางอารมณ์ เมื่อมันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง มันก็เป็นเพียงการสร้างสัญลักษณ์ให้กับความคิดทางการเมืองและสื่อสารสร้างความรับรู้สู่สังคม แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองผ่านการแสดงออกของมวลชนโดยพร้อมเพรียง มันจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่ ทั้งการสื่อสารต่อสังคมเพื่อแสดงออกซึ่งความเรียกร้องต้องการ การสื่อสารต่อสมาชิกพวกพ้องที่จะสร้างความฮึกเหิมรุกรบ การสื่อสารต่อฝ่ายตรงข้ามในฐานะของการข่มขวัญ และเป็น “ประโยคคำสั่ง” ต่อสังคมว่าตนนั้นพร้อมที่จะรุกไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่อไป
อนุธีร์ เดชเทวพร
ชั้นปีที่4สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มธ.

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

จีนผงาดในการประชุมสุดยอดกับอาเซียนที่พนมเปญ : รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี

เมื่อต้นเดือนนี้ มีการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงพนมเปญ และเรื่องที่ดูจะเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุด คือการประชุมอาเซียนกับจีน จีนผงาดและเป็นพระเอกในการประชุมครั้งนี้

อาเซียน+3

ก่อนอื่นผมขอกล่าวถึงการประชุมสุดยอดระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หรือกรอบอาเซียน+3 ที่เคยได้รับความสนใจอย่างมาก เคยมีการพูดกันว่า เรากำลังจะมีกองทุนการเงินแห่งเอเชีย กำลังจะมีเงินสกุลแห่งเอเชีย จะมีเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก แต่ว่ามาในครั้งนี้อาเซียน+3 ดูจืดและเฉื่อยลงไป แต่มี อาเซียน+1 คือ อาเซียน+ จีนมีความสำคัญโดดเด่นมากกว่า แสดงให้เห็นว่า ทั้งสามประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องของความร่วมมือกัน

อาเซียน-จีน

ทีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็มาที่อาเซียน +1 อาเซียนกับจีนได้ทำความตกลงกันหลายฉบับ ผมว่าน่าจะเป็นการประชุมสุดยอดที่มีลงนามความตกลงกันระหว่างอาเซียนกับจีนมากที่สุด

ที่สำคัญก็คือการลงนามความตกลง Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation คือกรอบความตกลงความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งในนั้นมีข้อตกลงหลายเรื่องด้วยกัน ที่สำคัญคือการจะจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีนขึ้น ภายในปี 2010 สำหรับ 6 ประเทศอาเซียนที่เป็นสมาชิกดั้งเดิม สำหรับประเทศน้องใหม่ ก็จะขยับอีก 5 ปี คือภายในปี 2015 กำหนดว่าจะเริ่มเจรจากันในปีหน้า นอกจากนั้น ยังมีกรอบที่เรียกว่า“ early harvest ” เป็น “ fast track “ คือการเจรจาในสาขาบางสาขาที่จะสามารถลดภาษีตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว จะเริ่มเจรจากันและให้เสร็จสิ้นภายในปี 2003 หรือ 2004 ซึ่งในสาขาเหล่านี้จะมีสินค้าเกษตรรวมอยู่ด้วย

การค้าระหว่างอาเซียนกับจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วงปีสองปีนี้ รวมทั้งการลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ตัวเลขการลงทุนระหว่างอาเซียนกับจีนยังมีไม่มากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นแต่ว่าในแง่ของอัตราการเพิ่มถือว่ามากที่สุด ถ้ามีเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน ตลาดจะมีขนาดถึง 1,700 ล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในหรือ GDP จะมีถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และการค้าอาจจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในอนาคต

สำหรับในด้านอื่น จีนมาคราวนี้เรียกว่ายิงกระสุนหลายนัดทีเดียว มีการลงนามในความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร ลงนามในปฏิญญาร่วมในเรื่องของปัญหาทางด้านความั่นคงที่เป็นปัญหาใหม่ๆ และมีการทำความตกลงเป็นปฏิญญาในปัญหาทะเลจีนใต้ หรือปัญหาหมู่เกาะ Spratlys เป็นปัญหาความขัดแย้งและเจรจากันมานาน ในที่สุดก็ตกลงกันได้ รู้สึกว่าเป็นไพ่ใบสำคัญของจีนที่จีนได้ทิ้งลงมา ในการที่จีนยอมลงนามในปฏิญญาในเรื่องนี้กับอาเซียน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศอาเซียน ลดความหวาดระแวงจีนลงไปมาก ดูเหมือนว่าจีนจะได้ประโยชน์จากการประชุมอาเซียนครั้งนี้มากทีเดียว

จีนมีขนมหวานให้อาเซียนเต็มไปหมด จีนยังมีของขวัญอีก 2 ชิ้น จีนประกาศว่าพร้อมจะภาคยานุวัติในสนธิสัญญาสมานฉันท์และความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีมหาอำนาจชาติไหนที่จะยอมรับสนธิสัญญานี้ แต่จีนก็พร้อม และของขวัญชิ้นสุดท้ายป็นเรื่องของสนธิสัญญาที่จะทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ อาเซียนพยายามให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ยอมรับในสนธิสัญญาฉบับนี้ และจีนก็ประกาศว่าจีนพร้อมที่จะดำเนินการ

อาเซียน-ญี่ปุ่น

สำหรับญี่ปุ่นได้สูญเสียสถานะความเป็นผู้นำอย่างมาก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นตกต่ำและจีนก็ผงาดขึ้นมา กลายเป็นว่า จีนเป็นฝ่ายรุก ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายรับ พยายามตามให้ทันจีน เพราะจีนรุดหน้าไปมากในเรื่องของกลไกความร่วมมือต่างๆ ในการประชุมสุดยอดกับอาเซียนคราวนี้ญี่ปุ่นก็คงไม่อยากน้อยหน้าจีน มีการทำปฏิญญาร่วมระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น “ Comprehensive Economic Partnership” ในปฏิญญาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นกลัวๆ กล้าๆ ญี่ปุ่นยังไม่กล้าฟันธงแบบจีน คือเป็นเขตการค้าเสรีไปเลย ญี่ปุ่นพยายามเลี่ยงใช้คำ เพราะยังไม่แน่ใจนักในเรื่องเขตการค้าเสรี จึงออกมาเป็นว่า ปฏิญญาระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นจะทำให้มีโอกาสในเรื่องของตลาดเพิ่มมากขึ้น จะมีความเป็นเสรีทางการค้าและการลงทุน จะพูดในลักษณะกว้างๆ แต่ก็มีทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่งว่า มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีความตกลงที่จะมีองค์ประกอบของเขตการค้าเสรีได้ภายใน 10 ปี แต่ก็เปิดช่องไว้ว่า ความตกลงนี้อาจเป็นในลักษณะทวิภาคี คืออาจจะเป็น ญี่ปุ่น- สิงคโปร์ ญี่ปุ่น-ไทย แต่ไม่ใช่กับอาเซียนทั้งกลุ่ม ซึ่งเทียบกับความตกลงเขตการค้าเสรีจีนกับอาเซียนไม่ได้เลย ขณะนี้จีนดูน่าตื่นเต้น ในแง่ของนโยบายในเชิงรุก ส่วนญี่ปุ่นก็พยายามจะสู้ แต่ก็มีปัญหาภายใน ก็เลยกลัวๆกล้าๆ

อาเซียน-อินเดีย

สำหรับอาเซียนกับอินเดียก็เป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรก และในแถลงการณ์ร่วม มีการพูดถึงความร่วมมือในด้านต่างๆ ซึ่งเรื่องสำคัญเรื่องคือความร่วมมือในด้านความมั่นคง ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญที่อินเดียจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ในการที่จะมาถ่วงดุลอำนาจกับจีนในภูมิภาค ทางด้านเศรษฐกิจ จะมีการเจรจาในเรื่องของการเชื่อมโยงระหว่างอินเดียกับAFTA และจะมีเขตเศรษฐกิจที่เรียกว่า “India- Asean Regional Trade and Investment Area” จะเป็นเขตการค้า การลงทุนระหว่างอาเซียนกับอินเดีย ซึ่งจะมีลักษณะของเขตการค้าเสรีปนๆอยู่ด้วย ผมมองในแง่ของอินเดีย ก็มีศักยภาพ แต่ว่าคงต้องเป็นในระยะยาว ขณะนี้ การค้าระหว่างอาเซียนกับอินเดียมีน้อยมาก

อาเซียน-ออสเตรเลีย

สำหรับความสัมพันธ์อาเซียน-ออสเตรเลีย ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่อาจจะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลียด้วย

อาเซียน-สหรัฐฯ

สำหรับอเมริกากับอาเซียน ยังไม่ได้มีการประชุมสุดยอด แต่ได้ข่าวว่า ประเทศไทยเราจะใช้โอกาสในการจัดประชุม APEC ในปีหน้า จัดประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯขึ้น ขณะนี้กำลังมีแนวโน้มชัดเจนว่า ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งกันเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐฯคงจะยอมไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ในการประชุม APEC ที่เม็กซิโก อเมริกาได้ประกาศข้อเสนอ “Enterprise for ASEAN Initiative“ ซึ่งเป็นข้อเสนอจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศอาเซียนในลักษณะทวิภาคี ขณะนี้อเมริกากำลังเจรจากับสิงคโปร์อยู่ อีกไม่นานคงจะเจรจาสำเร็จ

อันนี้ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งนะครับ อเมริกาพยายามที่จะก้าวเข้ามารักษาผลประโยชน์แข่งกับจีนและญี่ปุ่นจากปรากฏการณ์ที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ อาเซียนมีการเจรจาจับคู่กับประเทศนอกภูมิภาค กับจีน กับญี่ปุ่น กับอินเดีย และออสเตรเลีย สหรัฐฯ ทีนี้ก็มองได้สองแง่มุม ในแง่มุมหนึ่ง อาจเป็นความต้องการของอาเซียนเอง ที่ต้องการประเทศนอกภูมิภาคมาถ่วงดุลกัน อาเซียนคงไม่อยากให้ภูมิภาคนี้ถูกครอบงำโดยจีน

ในอีกแง่มุมหนึ่ง ประเทศมหาอำนาจอื่น อาทิ อเมริกาหรือญี่ปุ่น ก็คงไม่อยากให้จีนครอบงำหรือเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้แต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน เพราะฉะนั้น จึงพยายามที่จะเข้ามาใกล้ชิดกับอาเซียนมากขึ้น ก็เป็นความต้องการทั้งสองด้านครับสุดท้ายทั้งหมดนี้ ผมมองว่า ภาพที่ขาดไป คือเขตการค้าเสรี หรือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป และอีกอย่างที่ขาดไป ที่ไม่มีพูดถึงในเวทีอาเซียนคราวนี้คือเรื่อง Asia Cooperation Dialogue หรือ ACD ฝ่ายไทยไม่ได้พยายามเอาเข้าอาเซียนและให้อาเซียนยอมรับและช่วยกันสนับสนุน สิ่งที่เราน่าจะทำ แต่เราไม่ได้ทำ !

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คุยสบายๆกับ ธเนศ วงยานนาวา


(คัดมาเฉพาะบางส่วนนะครับ) เครดิต



บทสัมภาษณ์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา จาก คอลัมน์ Weekly interview นิตยสาร A day weekly ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๗ ๑๐-๑๖ กันยายน ๒๕๔๗ (เรื่อง: พนิดา วสุธาพิทักษ์, อังศุมาลิน บุรุษ ภาพ: อนุชิต นิ่มตลุง) สำรวจ teen มนุษย์ไร้จุดยืน ด้วยบุคลิกที่ไม่ได้บ่งบอกถึงสถานะผู้ทรงภูมิความรู้อันใด



ธเนศ วงศ์ยานนาวา มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์คนหนึ่ง ที่ถูกจัดประเภทให้รวมหมวดหมู่อยู่ในฐานะผู้ทรงภูมิความรู้ในเรื่อง ‘ล้ำๆ’ ของยุคสมัย


เรียบเรียงจาก คอลัมน์ Weekly interview -รวินทร์-




-หนังสือ- “ผมเกลียดการเรียนหนังสือเป็นอย่างยิ่ง” ธเนศกล่าวประโยคโดนใจวัย teen นี้มากกว่าหนึ่งครั้งในการให้สัมภาษณ์กับA day weekly แล้วอะไรล่ะ? ที่ทำให้เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๒ “ผมชอบอ่านหนังสือ แต่เกลียดการเรียนหนังสือ...เวลาไปเที่ยว ผมคิดว่าของที่น่าจะมีน้ำหนักมากที่สุดคือหนังสือ...จะ ๒-๓ เล่มก็แล้วแต่ ซึ่งผมจะอ่านนิยายเมื่อมีเวลาว่างจริง ๆ เพราะผมเป็นคนมีปัญหามากเวลาอ่านนิยายกว่าจะอินเข้าไปมันต้องใช้เวลา เพราะมันไม่เหมือนการอ่านหนังสือวิชาการที่มีโครงสร้างรูปแบบการเขียนแน่นอนตายตัว สมมุติคุณเคยอ่านงานวิชาการของคนคนนี้มาแล้ว คุณก็พอจะเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่เพราะมันมีโครงสร้างที่ค่อนข้างเป็นรูปแบบพอสมควร และเนื่องจากผมเป็นคนไม่ค่อยพูด...



ยกตัวอย่างเวลาไปเที่ยว ผมสามารถจะอยู่ได้เป็นอาทิตย์ ๆ โดยไม่พูดกับใคร...เพราะไม่รู้จะพูดคุยกับใคร ผมไม่ชอบคุยและจะไม่เป็นคนเริ่มต้นชวนใครคุยก่อน ฉะนั้นในแง่นี้ หนังสือก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณไม่ต้องยุ่งกับใคร ในโลกแห่งหนังสือเป็นโลกแห่งความเป็นปัจเจกชน...วัฒนธรรมในการอ่านหนังสือจึงเป็นวัฒนธรรมในการสร้างความเป็นบุคคลคนเดียวมาก การดำรงตนอย่างสันโดษ ชอบอ่านหนังสือ ‘ผมทำอย่างอื่นไม่เป็น’ และ ‘พูดกันตรง ๆ ว่าผมไม่รู้จะทำอะไร’ เป็นเหตุที่มีผลให้เขาสนใจเรียนปรัชญา วิชาที่เด็กรุ่นใหม่ส่ายหน้าหนี “เด็กรุ่นไหนก็ไม่สนใจเรียนทั้งนั้นแหล่ะคุณ...เป็นสิ่งที่คุณต้องเข้าใจว่าเวลาเราพูดถึงโลกวิชาการ โลกแห่งการแสวงหาความรู้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคุณไปดูมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและอ่านประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยในช่วงศตวรรษที่ ๑๙ ตอนต้น การไปเรียนมหาวิทยาลัยเป็นการไปเรียนเพราะว่าคนในตระกูลของคุณไปเรียนกันหรือไปก็เพราะเพื่อนไป คุณไม่ได้ไปเรียนเพื่อแสวงหาความรู้อะไรทั้งสิ้น



ที่อังกฤษก็แบบเดียวกัน นี่เป็นเรื่องของชนชั้น มหาวิทยาลัยในโลกตะวันตกโดยเฉพาะในอเมริกาก็ได้รับอิทธิพลจากเยอรมันในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งมีส่วนให้โครงสร้างเปลี่ยนแปลงไป ที่นี้เมื่อมหาวิทยาลัยได้ตอบสนองความต้องการความรู้ออกสู่ภายนอกหรือไปสู่ความต้องการของตลาดนั้น มหาวิทยาลัยจึงมีความสัมพันธ์กับที่ระบบเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนไป และความสัมพันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น มีความชัดเจนมากในศตวรรษที่ ๒๐ เพราะฉะนั้นคนจำนวนมากก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนให้ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ก็เข้าไปเรียนอย่างนั้นน่ะ แล้วผมคิดว่านี่คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ” ส่วนการแสวงหาความรู้ทางวิชาการได้รับความใส่ใจเพียงในวงแคบนั้น เขาตอบแสกกลางใจว่าเพราะคนส่วนใหญ่ชอบอะไรสบาย ๆ และไม่ปวดกบาล!!!



“คนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อขวนขวายแสวงหาความรู้ มันก็มีอยู่ แต่ละปีมันก็มีอยู่ไม่กี่คนแล้วก็ได้แค่นั้น และผมก็ไม่คิดว่าเด็กฝรั่งขยัน คือถ้ามันอ่านหนังสือไม่ทัน มันก็ไม่อ่าน ผมว่ามันไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่สิ่งที่เห็นก็คืออาจารย์จำนวนมากกำลังพยายามเอามาตรฐานของนักศึกษาปริญญาเอกมาพูดถึงนักศึกษาปริญญาตรี เวลาที่คุณเป็นนักวิชาการ คุณก็อยากให้เด็กขยัน อยากให้เด็กอ่านหนังสือ ซึ่งผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแสวงหาความรู้อย่างนั้นนะ ตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคุณดูหนัง...คนส่วนใหญ่ไปดูหนังเรื่องสัตว์ประหลาดหรือเปล่า คนส่วนใหญ่ก็นิยมที่จะไปดูสไปเดอร์แมนหรือหนังของสตีเวน สปีลเบอร์ก หนังดูง่าย ๆ คลายเครียดอะไรพวกนี้ ไม่มีใครเขาอยากดูหนังเข้าใจยากหรอกครับ ชีวิตคนทุกคนก็ต้องการอะไรสบาย ๆ ไม่ปวดกบาล”




“ในศตวรรษที่ ๑๙...คาร์ล มาร์กบอกว่าศาสนาคือยาฝิ่น สมัยนั้นคนเสพยาฝิ่น...เพราะว่ามันสบาย” เป็นคำตอบต่อประเด็นที่ว่าคนส่วนใหญ่ชอบเสพความบันเทิงไร้สาระ ไม่มีคุณภาพ ซึ่งถูกป้อนมาจากผู้ผลิตที่ต้องการเอาใจตลาด “คุณลองนึกดูว่า ทำไมเมื่อ ๒,๕๐๐ ปีกว่าปีที่แล้วโสคราติสหรือปราชญ์โบราณถึงบอกว่าประชาธิปไตยมันไม่ดี คือถ้าคิดแบบชนชั้นนำ สิ่งที่คุณพูดมามันก็ใช่ ทีนี้ต้องมาถามว่าคุณจะ ใช้มาตรฐานอะไรในการตัดสิน จะดูที่จำนวนหรือดูสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพ ก็ต้องถามด้วยว่าเป็นคุณภาพของใคร ของชนชั้นไหน แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ กรณีหนังเรื่องสัตว์ประหลาดของอภิชาตพงศ์ ผมคิดว่ามันเป็นภาพสะท้อนที่ดีมากของประเทศไทย ทั้งที่มีคนพูดกันอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นหนังคุณภาพ...ได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่ทำไมคนไทยถึงไม่ดู ผมถือว่าในแง่หนึ่งจะได้พูดกันสักทีหนึ่งว่าเวลาคุณพูดถึงหนังคุณภาพ มันคืออะไร (เน้นเสียง)



คุณคิดว่าคนเยอรมันทุกคนจะดูหนังของ Hans-Jurjen Syberberg เหรอ ผมว่าคนจำนวนมากก็ชอบดูละครน้ำเน่ากันทั้งนั้น...มันเป็นกันทั่วโลก เพราะดูแล้วมันสบาย ฉะนั้นมันมีคนแค่กระหยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะเสพงานแบบนี้...และผมว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดา คุณลองนึกภาพเวลาที่คาร์ลมาร์กบอกว่าศาสนาคือยาฝิ่น ในศตวรรษที่ ๑๙ คุณอย่าคิดว่ายาฝิ่นเป็น ยาเสพติดนะ เพราะยังไม่มีคอนเซ็ปต์เรื่องยาเสพติด รู้ใช่มั้ยว่าคนเสพยาฝิ่นเพื่ออะไร...ก็เพราะว่ามันสบาย (เน้นเสียง) แต่คนปัจจุบันเวลาคุณเสพยาฝิ่นแล้วไปคิดว่าเป็นยาเสพติด ทั้งที่คนในสมัยนั้นเขาก็สูบยาฝิ่น ซิกมัน ฟรอยด์ก็ติดยาเพราะมันสบาย การดูละครน้ำเน่าพวกนี้มันก็สบายเหมือนกัน พวกฝ่ายซ้ายสมัยก่อนถึงบอกว่านี่คือสิ่งมอมเมา”



-ภาพยนตร์- นักวิจารณ์ภาพยนตร์ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์เป็นอีกบทบาทของธเนศและภาพยนตร์คือหนึ่งในกิเลสตัณหาที่เขาเสพสมอย่างมีความสุข



“หนังส่วนใหญ่ที่ผมเขียนวิจารณ์ในคอลัมน์จะดูที่ต่างประเทศครับและดูจากในโรงหนังแค่ครั้งเดียว ชื่อหรือบทบาทในตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องก็พอจะจำได้ เมื่อดูไปสักพักหนึ่งก็เริ่มเขียนเก็บ ๆ ตุนไว้ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ดูวีดิโอ ดีวีดี หรือวีซีดี ยกเว้นก็แต่หนังที่จะต้องเอามาสอนหรือมีคนชักชวนให้ดู ผมถึงจะดู และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมขาดการดูหนังจำนวนมากไป ช่วงไปเที่ยวต่างประเทศเป็นเวลาที่ผมได้อ่านนิยาย ได้ดูหนัง ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ผมไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น สำหรับผมมันคือรสนิยมส่วนตัว ผมไม่ได้บอกว่าใครดี ใครไม่ดี ผมดูหมด อย่างเรื่องเทอร์มิเนเตอร์ที่อาร์โนลฯเล่นน่ะ ผมชอบมากเลยเพราะสำหรับผมถ้าดูหนังฮอลลีวู้ด ผมก็คิดแบบฮอลลีวู้ดก็เท่านั้นเอง”



อ่านบทสัมสนทนาเต็มๆได้ที่


http://www.oknation.net/blog/print.php?id=177521

การเมืองเรื่องสี: “สี” ในฐานะเครื่องมือในการปฏิบัติการทางการเมืองผ่านมวลชน (ตอนที่1)

การเมืองเรื่องสี: “สี” ในฐานะเครื่องมือในการปฏิบัติการทางการเมืองผ่านมวลชน (ตอนที่1): อนุธีร์ เดชเทวพร

รางวัลชนะเลิศ

ประกวดบทความรัฐศาสตร์วิชาการครั้งที่16 "การเมืองเรื่องสี"

การปฏิบัติการทางการเมืองในทุกยุคทุกสมัย ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการบรรลุซึ่งความต้องการเปลี่ยนแปลง/รักษา/ส่งเสริม โครงสร้างทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจภายใต้ชุดอุดมการณ์หนึ่งๆที่ตนและพวกพ้องต่างปรารถนา และการที่จะทำการปฏิบัติการเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิผล และมีหลักประกันในระดับหนึ่งว่าความคิดและการปฏิบัติการทางการเมืองของตนจะประสบความสำเร็จ ก็คือการวัดกันด้วย “พลัง”


หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือดุลอำนาจที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามและขั้วความคิด/ปฏิบัติการทางการเมืองอื่นๆในสังคม ซึ่งการที่จะทำให้ฝ่ายของตนเองเกิดดุลกำลังที่เหนือกว่าได้นั้น ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดก็คือการรวมเอา “คน” หรือประชากรในสังคมนั้นๆมาอยู่ภายใต้ตนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะโดยอยู่ด้วยสำนึกว่าตนนี้เป็นเบี้ยล่าง (ไพร่/ทาส), การยินยอมพร้อมใจ, จำใจอยู่ภายใต้ด้วยเพราะอ่อนแอกว่า, ให้การสนับสนุน, ตลอดจนกระทั่งพลีกายถวายชีวีร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางการเมืองนั้นๆ หากขาดซึ่งพลังเหล่านี้แล้ว ปฏิบัติการทางการเมืองใดๆก็ย่อมเป็นการยากที่จะสำเร็จได้


ในยุคสมัยต่างๆก็มีเครื่องมือที่ต่างกัน การเมืองในยุคก่อนการปฏิวัติทางความคิดหรือยุคสมัยแห่งการรู้แจ้ง (Enlightenment) การเมืองตกอยู่ภายในมือของชนชั้นนำและผู้ปกครองชั้นสูง รากฐานของการได้มาซึ่งพลังอยู่ที่อำนาจบารมี และโชคชะตาที่สามารถทำให้อ้างได้ว่าตนเองมีอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ (Divine Power) ที่ส่งตนมาและคอยอุ้มชูตนอยู่ แต่เมื่อเวลาคล้อยผ่านไป สังคมเริ่มมีการปฏิวัติ ปฏิรูปทางความคิดและภูมิปัญญากันมากมาย ในสภาวะที่มวลชนและประชากรในสังคมเริ่มปลดแอกตนเองออกจากการครอบงำของพลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ผ่านการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และการรู้แจ้ง ผู้คนในสังคมเริ่มกลายเป็นปัจเจกบุคคลในฐานะของผู้ที่มีเหตุผล มีความคิด และมีอิสระในการเลือก/ไม่เลือกที่จะอยู่ภายใต้อำนาจใดได้ในระดับหนึ่ง ข้ออ้างเรื่องอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์เริ่มกลายเป็นเรื่องเพ้อเจ้อและไม่สามารถระดมพลังคนเข้ามาอยู่ภายใต้ตนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว


เมื่อประชากรทั้งสังคมเริ่มมีความตื่นตัวและถือตนเองทั้งหลายในฐานะของ “ประชาชน” แห่งรัฐสมัยใหม่ที่จะสมัครใจเข้ามามีบทบาททางการเมือง การปฏิบัติการทางความคิดและการสร้างหลักการ เหตุผล ตลอดจนทฤษฎี จึงยกระดับความสำคัญขึ้นมาอย่างมากและเข้ามาแทนที่วิธีการเดิมๆ การเล่นกับความคิดของผู้คนจึงเกิดเป็นการสร้างชุดความคิดที่มีระเบียบแบบแผนขึ้นมาเป็นแพคเกจ ที่พร้อมจะส่งออกผ่านเอเยนต์ของตนก็คือเหล่าผู้ศรัทธาให้แพร่กระจายไปทั่วทั้งสังคม ซึ่งหากเทียบกับการส่งออก “สินค้า” และการระดมให้ได้มาซึ่ง “ลูกค้าประจำ” ผู้ภักดีต่อสินค้าของตนเข้ามาแล้ว ชุดความคิดเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างเอกลักษณ์ขึ้นมาเฉกเช่นเดียวกับการสร้างเอกลักษณ์ให้สินค้า สัญลักษณ์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการสื่อสารแก่ผู้คนทั่วไปในสังคม





อนุธีร์ เดชเทวพร

ชั้นปีที่4 สาขา การเมืองการปกครอง คณะ รัฐศาสตร์ มธ.