
เรียบเรียงจาก คอลัมน์ Weekly interview -รวินทร์-
-หนังสือ- “ผมเกลียดการเรียนหนังสือเป็นอย่างยิ่ง” ธเนศกล่าวประโยคโดนใจวัย teen นี้มากกว่าหนึ่งครั้งในการให้สัมภาษณ์กับA day weekly แล้วอะไรล่ะ? ที่ทำให้เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๒ “ผมชอบอ่านหนังสือ แต่เกลียดการเรียนหนังสือ...เวลาไปเที่ยว ผมคิดว่าของที่น่าจะมีน้ำหนักมากที่สุดคือหนังสือ...จะ ๒-๓ เล่มก็แล้วแต่ ซึ่งผมจะอ่านนิยายเมื่อมีเวลาว่างจริง ๆ เพราะผมเป็นคนมีปัญหามากเวลาอ่านนิยายกว่าจะอินเข้าไปมันต้องใช้เวลา เพราะมันไม่เหมือนการอ่านหนังสือวิชาการที่มีโครงสร้างรูปแบบการเขียนแน่นอนตายตัว สมมุติคุณเคยอ่านงานวิชาการของคนคนนี้มาแล้ว คุณก็พอจะเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่เพราะมันมีโครงสร้างที่ค่อนข้างเป็นรูปแบบพอสมควร และเนื่องจากผมเป็นคนไม่ค่อยพูด...
ยกตัวอย่างเวลาไปเที่ยว ผมสามารถจะอยู่ได้เป็นอาทิตย์ ๆ โดยไม่พูดกับใคร...เพราะไม่รู้จะพูดคุยกับใคร ผมไม่ชอบคุยและจะไม่เป็นคนเริ่มต้นชวนใครคุยก่อน ฉะนั้นในแง่นี้ หนังสือก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณไม่ต้องยุ่งกับใคร ในโลกแห่งหนังสือเป็นโลกแห่งความเป็นปัจเจกชน...วัฒนธรรมในการอ่านหนังสือจึงเป็นวัฒนธรรมในการสร้างความเป็นบุคคลคนเดียวมาก การดำรงตนอย่างสันโดษ ชอบอ่านหนังสือ ‘ผมทำอย่างอื่นไม่เป็น’ และ ‘พูดกันตรง ๆ ว่าผมไม่รู้จะทำอะไร’ เป็นเหตุที่มีผลให้เขาสนใจเรียนปรัชญา วิชาที่เด็กรุ่นใหม่ส่ายหน้าหนี “เด็กรุ่นไหนก็ไม่สนใจเรียนทั้งนั้นแหล่ะคุณ...เป็นสิ่งที่คุณต้องเข้าใจว่าเวลาเราพูดถึงโลกวิชาการ โลกแห่งการแสวงหาความรู้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคุณไปดูมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและอ่านประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยในช่วงศตวรรษที่ ๑๙ ตอนต้น การไปเรียนมหาวิทยาลัยเป็นการไปเรียนเพราะว่าคนในตระกูลของคุณไปเรียนกันหรือไปก็เพราะเพื่อนไป คุณไม่ได้ไปเรียนเพื่อแสวงหาความรู้อะไรทั้งสิ้น
ที่อังกฤษก็แบบเดียวกัน นี่เป็นเรื่องของชนชั้น มหาวิทยาลัยในโลกตะวันตกโดยเฉพาะในอเมริกาก็ได้รับอิทธิพลจากเยอรมันในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งมีส่วนให้โครงสร้างเปลี่ยนแปลงไป ที่นี้เมื่อมหาวิทยาลัยได้ตอบสนองความต้องการความรู้ออกสู่ภายนอกหรือไปสู่ความต้องการของตลาดนั้น มหาวิทยาลัยจึงมีความสัมพันธ์กับที่ระบบเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนไป และความสัมพันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น มีความชัดเจนมากในศตวรรษที่ ๒๐ เพราะฉะนั้นคนจำนวนมากก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนให้ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ก็เข้าไปเรียนอย่างนั้นน่ะ แล้วผมคิดว่านี่คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ” ส่วนการแสวงหาความรู้ทางวิชาการได้รับความใส่ใจเพียงในวงแคบนั้น เขาตอบแสกกลางใจว่าเพราะคนส่วนใหญ่ชอบอะไรสบาย ๆ และไม่ปวดกบาล!!!
“คนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อขวนขวายแสวงหาความรู้ มันก็มีอยู่ แต่ละปีมันก็มีอยู่ไม่กี่คนแล้วก็ได้แค่นั้น และผมก็ไม่คิดว่าเด็กฝรั่งขยัน คือถ้ามันอ่านหนังสือไม่ทัน มันก็ไม่อ่าน ผมว่ามันไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่สิ่งที่เห็นก็คืออาจารย์จำนวนมากกำลังพยายามเอามาตรฐานของนักศึกษาปริญญาเอกมาพูดถึงนักศึกษาปริญญาตรี เวลาที่คุณเป็นนักวิชาการ คุณก็อยากให้เด็กขยัน อยากให้เด็กอ่านหนังสือ ซึ่งผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแสวงหาความรู้อย่างนั้นนะ ตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคุณดูหนัง...คนส่วนใหญ่ไปดูหนังเรื่องสัตว์ประหลาดหรือเปล่า คนส่วนใหญ่ก็นิยมที่จะไปดูสไปเดอร์แมนหรือหนังของสตีเวน สปีลเบอร์ก หนังดูง่าย ๆ คลายเครียดอะไรพวกนี้ ไม่มีใครเขาอยากดูหนังเข้าใจยากหรอกครับ ชีวิตคนทุกคนก็ต้องการอะไรสบาย ๆ ไม่ปวดกบาล”
“ในศตวรรษที่ ๑๙...คาร์ล มาร์กบอกว่าศาสนาคือยาฝิ่น สมัยนั้นคนเสพยาฝิ่น...เพราะว่ามันสบาย” เป็นคำตอบต่อประเด็นที่ว่าคนส่วนใหญ่ชอบเสพความบันเทิงไร้สาระ ไม่มีคุณภาพ ซึ่งถูกป้อนมาจากผู้ผลิตที่ต้องการเอาใจตลาด “คุณลองนึกดูว่า ทำไมเมื่อ ๒,๕๐๐ ปีกว่าปีที่แล้วโสคราติสหรือปราชญ์โบราณถึงบอกว่าประชาธิปไตยมันไม่ดี คือถ้าคิดแบบชนชั้นนำ สิ่งที่คุณพูดมามันก็ใช่ ทีนี้ต้องมาถามว่าคุณจะ ใช้มาตรฐานอะไรในการตัดสิน จะดูที่จำนวนหรือดูสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพ ก็ต้องถามด้วยว่าเป็นคุณภาพของใคร ของชนชั้นไหน แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ กรณีหนังเรื่องสัตว์ประหลาดของอภิชาตพงศ์ ผมคิดว่ามันเป็นภาพสะท้อนที่ดีมากของประเทศไทย ทั้งที่มีคนพูดกันอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นหนังคุณภาพ...ได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่ทำไมคนไทยถึงไม่ดู ผมถือว่าในแง่หนึ่งจะได้พูดกันสักทีหนึ่งว่าเวลาคุณพูดถึงหนังคุณภาพ มันคืออะไร (เน้นเสียง)
คุณคิดว่าคนเยอรมันทุกคนจะดูหนังของ Hans-Jurjen Syberberg เหรอ ผมว่าคนจำนวนมากก็ชอบดูละครน้ำเน่ากันทั้งนั้น...มันเป็นกันทั่วโลก เพราะดูแล้วมันสบาย ฉะนั้นมันมีคนแค่กระหยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะเสพงานแบบนี้...และผมว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดา คุณลองนึกภาพเวลาที่คาร์ลมาร์กบอกว่าศาสนาคือยาฝิ่น ในศตวรรษที่ ๑๙ คุณอย่าคิดว่ายาฝิ่นเป็น ยาเสพติดนะ เพราะยังไม่มีคอนเซ็ปต์เรื่องยาเสพติด รู้ใช่มั้ยว่าคนเสพยาฝิ่นเพื่ออะไร...ก็เพราะว่ามันสบาย (เน้นเสียง) แต่คนปัจจุบันเวลาคุณเสพยาฝิ่นแล้วไปคิดว่าเป็นยาเสพติด ทั้งที่คนในสมัยนั้นเขาก็สูบยาฝิ่น ซิกมัน ฟรอยด์ก็ติดยาเพราะมันสบาย การดูละครน้ำเน่าพวกนี้มันก็สบายเหมือนกัน พวกฝ่ายซ้ายสมัยก่อนถึงบอกว่านี่คือสิ่งมอมเมา”
-ภาพยนตร์- นักวิจารณ์ภาพยนตร์ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์เป็นอีกบทบาทของธเนศและภาพยนตร์คือหนึ่งในกิเลสตัณหาที่เขาเสพสมอย่างมีความสุข
“หนังส่วนใหญ่ที่ผมเขียนวิจารณ์ในคอลัมน์จะดูที่ต่างประเทศครับและดูจากในโรงหนังแค่ครั้งเดียว ชื่อหรือบทบาทในตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องก็พอจะจำได้ เมื่อดูไปสักพักหนึ่งก็เริ่มเขียนเก็บ ๆ ตุนไว้ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ดูวีดิโอ ดีวีดี หรือวีซีดี ยกเว้นก็แต่หนังที่จะต้องเอามาสอนหรือมีคนชักชวนให้ดู ผมถึงจะดู และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมขาดการดูหนังจำนวนมากไป ช่วงไปเที่ยวต่างประเทศเป็นเวลาที่ผมได้อ่านนิยาย ได้ดูหนัง ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ผมไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น สำหรับผมมันคือรสนิยมส่วนตัว ผมไม่ได้บอกว่าใครดี ใครไม่ดี ผมดูหมด อย่างเรื่องเทอร์มิเนเตอร์ที่อาร์โนลฯเล่นน่ะ ผมชอบมากเลยเพราะสำหรับผมถ้าดูหนังฮอลลีวู้ด ผมก็คิดแบบฮอลลีวู้ดก็เท่านั้นเอง”
อ่านบทสัมสนทนาเต็มๆได้ที่
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น