first talk ^^

สวัสดีครับก่อนอื่นต้องขอฝากเนื้อฝากตัวต่อทุกๆคนด้วยนะครับ แหะๆตาม concept ของ blog นี้คือ
เป็นเเหล่งหรือพื้นที่ รวบรวม ข้อเขียน ,บทความ ,บทวิจารณ์ ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ สังคมศาสตร์
โดยเฉพาะทางด้าน รัฐศาสตร์

อัพเดตรอบใหม่เเล้วนะครับ
ต้องขอโทษที่ปล่อยร้างไว้นานมากๆ
เนื่องจาก ภารกิจ รัดตัวอย่างมากก

ถ้า สนใจที่จะเผยเเพร่ บทความของตนเอง หรือ เเนะนำบทความต่างๆ


สามารถ ส่งเข้าที่เมล์mailto:ส่งเข้าที่เมล์kornorpolsci@hotmail.com นะครับ
สัญญาว่าจะรีบอัพลงให้เร็วที่สุดเลยครับ ^^


เรารอทุกๆคนอยู่น้า

ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: รัฐศาสตร์ ปรัชญาการเมือง และประชาธิปไตย

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การเมืองเรื่องสี: “สี” ในฐานะเครื่องมือในการปฏิบัติการทางการเมืองผ่านมวลชน (ตอนที่1)

การเมืองเรื่องสี: “สี” ในฐานะเครื่องมือในการปฏิบัติการทางการเมืองผ่านมวลชน (ตอนที่1): อนุธีร์ เดชเทวพร

รางวัลชนะเลิศ

ประกวดบทความรัฐศาสตร์วิชาการครั้งที่16 "การเมืองเรื่องสี"

การปฏิบัติการทางการเมืองในทุกยุคทุกสมัย ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการบรรลุซึ่งความต้องการเปลี่ยนแปลง/รักษา/ส่งเสริม โครงสร้างทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจภายใต้ชุดอุดมการณ์หนึ่งๆที่ตนและพวกพ้องต่างปรารถนา และการที่จะทำการปฏิบัติการเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิผล และมีหลักประกันในระดับหนึ่งว่าความคิดและการปฏิบัติการทางการเมืองของตนจะประสบความสำเร็จ ก็คือการวัดกันด้วย “พลัง”


หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือดุลอำนาจที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามและขั้วความคิด/ปฏิบัติการทางการเมืองอื่นๆในสังคม ซึ่งการที่จะทำให้ฝ่ายของตนเองเกิดดุลกำลังที่เหนือกว่าได้นั้น ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดก็คือการรวมเอา “คน” หรือประชากรในสังคมนั้นๆมาอยู่ภายใต้ตนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะโดยอยู่ด้วยสำนึกว่าตนนี้เป็นเบี้ยล่าง (ไพร่/ทาส), การยินยอมพร้อมใจ, จำใจอยู่ภายใต้ด้วยเพราะอ่อนแอกว่า, ให้การสนับสนุน, ตลอดจนกระทั่งพลีกายถวายชีวีร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางการเมืองนั้นๆ หากขาดซึ่งพลังเหล่านี้แล้ว ปฏิบัติการทางการเมืองใดๆก็ย่อมเป็นการยากที่จะสำเร็จได้


ในยุคสมัยต่างๆก็มีเครื่องมือที่ต่างกัน การเมืองในยุคก่อนการปฏิวัติทางความคิดหรือยุคสมัยแห่งการรู้แจ้ง (Enlightenment) การเมืองตกอยู่ภายในมือของชนชั้นนำและผู้ปกครองชั้นสูง รากฐานของการได้มาซึ่งพลังอยู่ที่อำนาจบารมี และโชคชะตาที่สามารถทำให้อ้างได้ว่าตนเองมีอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ (Divine Power) ที่ส่งตนมาและคอยอุ้มชูตนอยู่ แต่เมื่อเวลาคล้อยผ่านไป สังคมเริ่มมีการปฏิวัติ ปฏิรูปทางความคิดและภูมิปัญญากันมากมาย ในสภาวะที่มวลชนและประชากรในสังคมเริ่มปลดแอกตนเองออกจากการครอบงำของพลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ผ่านการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และการรู้แจ้ง ผู้คนในสังคมเริ่มกลายเป็นปัจเจกบุคคลในฐานะของผู้ที่มีเหตุผล มีความคิด และมีอิสระในการเลือก/ไม่เลือกที่จะอยู่ภายใต้อำนาจใดได้ในระดับหนึ่ง ข้ออ้างเรื่องอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์เริ่มกลายเป็นเรื่องเพ้อเจ้อและไม่สามารถระดมพลังคนเข้ามาอยู่ภายใต้ตนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว


เมื่อประชากรทั้งสังคมเริ่มมีความตื่นตัวและถือตนเองทั้งหลายในฐานะของ “ประชาชน” แห่งรัฐสมัยใหม่ที่จะสมัครใจเข้ามามีบทบาททางการเมือง การปฏิบัติการทางความคิดและการสร้างหลักการ เหตุผล ตลอดจนทฤษฎี จึงยกระดับความสำคัญขึ้นมาอย่างมากและเข้ามาแทนที่วิธีการเดิมๆ การเล่นกับความคิดของผู้คนจึงเกิดเป็นการสร้างชุดความคิดที่มีระเบียบแบบแผนขึ้นมาเป็นแพคเกจ ที่พร้อมจะส่งออกผ่านเอเยนต์ของตนก็คือเหล่าผู้ศรัทธาให้แพร่กระจายไปทั่วทั้งสังคม ซึ่งหากเทียบกับการส่งออก “สินค้า” และการระดมให้ได้มาซึ่ง “ลูกค้าประจำ” ผู้ภักดีต่อสินค้าของตนเข้ามาแล้ว ชุดความคิดเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างเอกลักษณ์ขึ้นมาเฉกเช่นเดียวกับการสร้างเอกลักษณ์ให้สินค้า สัญลักษณ์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการสื่อสารแก่ผู้คนทั่วไปในสังคม





อนุธีร์ เดชเทวพร

ชั้นปีที่4 สาขา การเมืองการปกครอง คณะ รัฐศาสตร์ มธ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น